เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และผู้จัดการ Hub Net Zero ได้เข้าร่วมการประชุมเรื่อง “Manpower, New Energy: ปลุกพลังคน ขับเคลื่อนพลังงาน” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo & Symposium 2026) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2026 ณ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์
การประชุมเริ่มด้วยปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนากำลังคนด้านวิจัยและนวัตกรรมสู่การขับเคลื่อนพลังงานเพื่อความยั่งยืน” โดย ศ. เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ศ. นวดล ได้ร่วมการเสวนาพร้อมกับผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.); ดร.วิภารัตน์ ดีอ่องผู้อำนวยการ วช.; ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เชื้อเพลิงแห่งอนาคตและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า; และคุณพงษ์ศักดิ์ พรหมกร ผู้อำนวยการกองวิจัย ค้นคว้าพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โดยมี ศ. ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เป็นผู้ดำเนินรายการ
ศ. นวดลนำเสนอหัวข้อ “Co-creation Towards Carbon Neutrality: A Workforce Development and Capacity-Building Blueprint for Thailand and Southeast Asia” โดยกล่าวว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทยตั้งอยู่บนเสาหลัก 4 เสา ได้แก่ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การกำหนดราคาคาร์บอนและตลาดคาร์บอน การลดคาร์บอนในภาคพลังงานด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไฟฟ้าในภาคการใช้พลังงานปลายทาง รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG
ทั้งนี้ ศ. นวดลยังระบุว่าการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีแบบบูรณาการ โดยผสานเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactors: SMRs) ไฮโดรเจนสีเขียว และโรงกลั่นชีวภาพขั้นสูง ซึ่งจะช่วยผลิตพลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมที่ลดได้ยาก (hard-to-abate sectors) และสนับสนุนการผลิตเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ รวมถึงเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)
ศ. ดร. นวดล ยังเน้นย้ำว่าความท้าทายสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านคือการขาดแคลนกำลังคนที่มีทักษะขั้นสูงใน 6 สาขาหลัก ได้แก่ ระบบพลังงานขั้นสูงและพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ใช่ชีวภาพ ประสิทธิภาพพลังงาน คุณภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืน นโยบายและการบริหารการเปลี่ยนผ่าน และพลังงานชีวภาพและโรงกลั่นชีวภาพ และได้นำเสนอกรอบการพัฒนากำลังคนแบบครบวงจรเพื่อแก้ไขช่องว่างดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย 7 เสาหลัก ได้แก่ การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา การยกระดับและปรับทักษะบุคลากร การพัฒนาผู้ประกอบการ การร่วมสร้างงานวิจัยและนวัตกรรม การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ และการพัฒนาศักยภาพผู้ฝึกสอน (Train-the-Trainers) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในระยะยาว
การประชุมนี้ได้สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของทุนมนุษย์ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย โดยชี้ว่าการลงทุนอย่างบูรณาการในด้านการศึกษา นวัตกรรม และความร่วมมือข้ามภาคส่วน เป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งรัดการก้าวสู่สังคมเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน


